วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ศาสนาคริสต์เข้ามาในประเทศไทยยุคเดียวกับการล่าอาณานิคมของลัทธิจักรวรรดินิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชาวโปรตุเกส ชาวสเปน และชาวดัตช์ ที่กำลังบุกเบิกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งนอกจากกลุ่มที่มีจุดประสงค์ทางการเมืองและเศรษฐกิจแล้ว ยังมีบางกลุ่มที่มีจุดประสงค์เพื่อเผยแพร่ศาสนาคริสต์ โดยเฉพาะนิกายโรมันคาทอลิกเข้ามาเผยแพร่ บางประเทศบางสมัยปิดกั้นการเผยแพร่ บางประเทศบางสมัยเปิดเสรีแต่ผู้คนยังไม่นิยมเข้ารีต ขณะที่บางประเทศผู้คนส่วนใหญ่ยอมรับนับถือศาสนาคริสต์ พร้อมกับการครอบงำทางการเมืองและเศรษฐกิจแล้ว เช่น ฟิลิปปินส์ มาเก๊า ฯลฯ
ต่อมาจักรวรรดิอาณานิคมฝรั่งเศสเข้ามาได้เมืองขึ้นในอินโดจีน เช่น ประเทศเวียดนาม กัมพูชา ลาว โดยลักษณะเดียวกับโปรตุเกสและสเปน คือล่าเมืองขึ้นและเผยแพร่ศาสนาพร้อมกัน แต่ไม่ประสบผลสำเร็จนัก ทำให้อิทธิพลของศาสนาคริสต์ในกลุ่มประเทศนี้มีน้อย อาจเพราะการมุ่งผลทางการเมืองและเศรษฐกิจของผู้ปกครองจักรวรรดินิยมทั้งก่อนหน้าและขณะนั้น ทำให้จุดมุ่งหมายที่ดีงามทางศาสนาถูกผู้คนในประเทศพื้นเมืองตั้งทัศนคติว่ามีเจตนาแอบแฝงเสียส่วนใหญ่ ไม่ว่ามิชชันนารีจะมีเจตนาแอบแฝงจริงหรือไม่ก็ตาม
ขณะที่ประเทศไทยรอดพ้นจากการเป็นเมืองขึ้น ส่วนหนึ่งอาจเพราะการเปิดเสรีในการเผยแพร่ศาสนา ทำให้ลดความรุนแรงทางการเมืองลง[ต้องการอ้างอิง]
ศาสนาคริสต์ที่เผยแพร่ในไทยเป็นครั้งแรกตรงกับสมัยอาณาจักรอยุธยา ปรากฏหลักฐานว่าในปี พ.ศ. 2110(ค.ศ. 1567) มีมิชชันนารีคณะดอมินิกัน 2 คน เข้าสอนศาสนาให้ชาวโปรตุเกสรวมทั้งชาวพื้นเมืองที่เป็นภรรยา[9] ต่อมาจึงมีมิชชันนารีคณะฟรันซิสกันและคณะเยสุอิตเข้ามาด้วย บาทหลวงส่วนมากเป็นชาวโปรตุเกส
ระยะแรกที่ยังถูกปิดกั้นทางศาสนา มิชชันนารีจึงเน้นการดูแลกลุ่มคนชาติเดียวกัน กระทั่งรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ประเทศไทยได้มีสัมพันธภาพอันดีกับฝรั่งเศส ตรงกับรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ทำให้มีจำนวนบาทหลวงเข้ามาเผยแพร่ศาสนามากขึ้น และการแสดงบทบาททางสังคมมากขึ้น บ้างก็อยู่จนแก่หรือตลอดชีวิตก็มี ด้านสังคมสงเคราะห์ มีการจัดตั้งโรงพยาบาล ด้านศาสนา มีการตั้งเซมินารีคริสตัง เพื่อผลิตนักบวชพื้นเมือง และมีการโปรดศีลอนุกรมให้นักบวชไทยรุ่นแรก และจัดตั้ง คณะรักกางเขน
เมื่อสิ้นรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแล้ว ศาสนาคริสต์กลับไม่ได้รับความสะดวกในการเผยแพร่ศาสนาเช่นเดิม เพราะถูกจำกัดขอบเขต ถูกห้ามประกาศศาสนา ถูกห้ามเขียนหนังสือศาสนาเป็นภาษาไทย และภาษาบาลี ประกอบกับพม่าเข้ามารุกรานประเทศไทย บาทหลวงถูกย่ำยี โบสถ์ถูกทำลาย มิชชันนารีทั้งหลายรีบหนีออกนอกประเทศ การเผยแพร่ศาสนาคริสต์ยุติในช่วงเสียเอกราชให้พม่า[ต้องการอ้างอิง]
กระทั่งสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีกอบกู้เอกราชสำเร็จ แม้การเผยแพร่ศาสนาคริสต์เริ่มต้นขึ้นใหม่ แต่เพราะประเทศกำลังอยู่ในภาวะสร้างบ้านเมืองขึ้นใหม่ จึงไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร
เมื่อเข้าสู่ราชวงศ์จักรีแล้ว ชาวคริสต์อพยพเข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเปิดเสรีการนับถือศาสนา และทรงประกาศพระราชกฤษฎีกา รับรองเสรีภาพทางศาสนาทั่วราชอาณาจักร
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แม้ว่าสัมพันธภาพระหว่างไทยกับฝรั่งเศสไม่ดีนัก แต่พระองค์ก็ทรงรับรองมิสซังโรมันคาทอลิกเป็นนิติบุคคล


วันนี้เราจะมาเรียนรู้หลักการใช้ Verb to be ทั้ง 7 ตัวกันนะครับ….. ถูกแล้วครับเจ้า Verb to be เนี่ยมันมีหน้าตาต่างกันอยู่ 7 คำเลยครับ  ได้แก่ be, is, am, are, was, were และ been
การใช้ Verb to be

เนื้อหาบทเรียน Verb to be

  • Verb to be  คืออะไร
  • Verb to be  มีอะไรบ้าง
  • หลักการใช้ Verb to be  

♦ Verb to be คืออะไร

verb to be ก็คือ คำกริยาที่ชื่อว่า be ส่วนใหญ่จะเรียกชื่อโดยใช้คำว่า to นำหน้า เช่น to be, to do, to have, to go เป็นต้น
คำว่า be เป็นคำรากศัพท์ (คำศัพท์เดิมๆที่ยังไม่เติมแต่งอะไร) แปลว่า เป็น อยู่ คือ หรือบางทีก็ไม่ต้องแปลก็ได้ เช่น
  • I wan to be a doctor. ฉัน ต้องการ ที่จะ เป็น หมอ ( ณ ที่นี้ แปลว่า เป็น)
  • I don’t want to be alone. ฉัน ไม่ ต้องการ ที่จะ อยู่ คนเดียว ( ณ ที่นี้ แปลว่า อยู่)

♦ Verb to be มีอะไรบ้าง

เจ้า Verb to be สามารถแปลงร่างออกได้เป็น 7 คำด้วยกันคือ
  • be, is, am, are
  • was, were
  • been
Verb to be ทั้ง 7 ตัวนี้ แปลว่า เป็นอยู่คือเหมือนกัน แต่หลักการใช้ไม่เหมือนกันนะครับ  เช่น
  • I be a doctor. ผมเป็นหมอ × 
  • I am a doctor. ผมเป็นหมอ 
  • She am a student. ×
  • She is a student. 

♦ หลักการใช้ Verb to be ทั้ง 7 ตัว

 – การใช้ be

คำว่า be เป็นรากศัพท์ จะตามหลัง to และ กริยาช่วยทั้งหลาย เช่น
  • I want to be here with you.
    ฉัน ต้องการ ที่จะ อยู่ ที่นี่ กับคุณ
  • It can be a cat.
    มัน อาจจะ เป็น แมวก็ได้
  • She will be free tomorrow.
    หล่อน จะ ว่างพรุ่งนี้ (be ไม่ต้องแปล)

– การใช้ is am are

is am are จะใช้ใน present simple tense และ present continuous tense (ปัจจุบันกาล)  และ is am are จะต้องใช้ให้สอดคล้องกับประธานของประโยค ดังนี้ ถ้าใช้ไม่ถูกตามนี้จะผิดหลักภาษาเขา
I
am
He, She, It, A cat
is
You, We, They, Cats
are
  • I am a man.
    ผม เป็น ผู้ชาย
  • He is tall.
    เขา ตัวสูง
  • She is a girl.
    หล่อน เป็น เด็กหญิง
  • It is a cat.
    มัน คือ แมว
  • You are in the room.
    คุณ อยู่ ใน ห้อง
  • We are from Thailand.
    พวกเรา มาจาก ประเทศไทย
  • They are rich.
    พวกเขารวย
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม ⇒ หลักการใช้ is am are 
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม ⇒ หลักการใช้ Present Continuous Tense 

– การใช้ was were

was were จะใช้ใน past simple tense และ past continuous tense (อดีตกาล)  และ was were จะต้องใช้ให้สอดคล้องกับประธานของประโยค ดังนี้ ถ้าใช้ไม่ถูกตามนี้จะผิดหลักภาษาเขา
I,He, She, It, A cat
was
tall.
You, We, They, Cats
were
tall.







          ออกมาแนะนำตัวเองให้เพื่อนรู้จัก พร้อมบอกสิ่งที่อยากทำให้สำเร็จใน 3 หรือ 6 ปีข้างหน้า ใครยังไม่เคยคุยกับตัวเองก็ต้องเริ่มคิดละ เราคือใครน้า? วางเป้าหมายระยะสั้น - ระยะยาวไว้ยังไง
          เขียนข้อดี - ข้อเสียของเพื่อนแต่ละคน แล้วนำไปใส่ที่ซองจดหมายประจำตัวของคนคนนั้น เราและเพื่อนก็จะได้รู้จักตัวเองแล้วว่าในสายตาเพื่อนเราเป็นคนแบบไหน? จริงอย่างงั้นไหม?
          ทำแบบทดสอบจิตวิทยา แบบทดสอบค้นหาตัวเองแบ่งทั้ง ม.ต้น ม.ปลาย ว่าเรามีความสามารถ ความถนัดทางด้านไหน แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์และสติปัญญา ฯลฯ
 

บุคลิกดี ใครๆ ก็เอ็นดู
          นอกจากวิชาแนะแนวจะช่วยเราค้นหาตัวตนแล้ว ยังมีบทเรียนที่สอนให้เราเติบโตมาเป็นวัยรุ่นที่มีคุณภาพด้วย โดยเฉพาะเรื่องของทฤษฎีพัฒนาบุคลิกภาพ การจัดการอารมณ์และความคิด การสร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเพื่อน ฯลฯ แล้วก็ไม่ได้อยู่ในรูปแบบบรรยายปากเปล่า มีให้ลงมือทำแบบทดสอบบุคลิกภาพ จำลองสถานการณ์สมมติ ดูวิธีปรับตัวและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของน้องๆ ด้วย รับประกันว่านำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน 

ครีเอตแผนการเรียนในอนาคต
          ตอน ม.ต้น วิชาแนะแนวสอนให้เราค้นหาความชอบ ประเมินความถนัดทางการเรียนด้านต่างๆ เพื่อจะได้เลือกแผนการเรียน ม.ปลาย ได้ตรงกับความต้องการ และความสามารถ บาง รร. อาจารย์จะเริ่มให้เด็กๆ วาดภาพกว้างๆ ก่อน เช่น มหาวิทยาลัยอยากเข้าคณะอะไร โตขึ้นอยากทำงานด้านอะไร ถ้าใจรักด้านนี้เราเหมาะกับแผนการเรียนไหน ถ้าวางแผนเร็ว มาถูกทาง สิ่งนี้จะเป็นประโยชน์กับเราในอนาคตค่ะ


          ส่วน ม.ปลาย โดยเฉพาะพี่ ม.6 ที่เริ่มเข้าสู่สังเวียนสนามสอบเข้ามหา'ลัยแล้ว ถ้าใครยังสองจิตสองใจ เลือกคณะไม่ได้ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา วิชาแนะแนวจะช่วยเราได้มากในเรื่องของการตัดสินใจเลือกแนวทางการศึกษาต่อ ทั้งการเคาะคณะที่ใช่ มหา'ลัยที่ชอบ เทคนิคเตรียมสอบ ตลอดจนการคำนวณคะแนนต่างๆ แนะแนวมีบริการติดตามและประเมินผลเด็กๆ ด้วยนะคะ ว่าหลังจากสอบติดจนเข้าเรียนมหา'ลัยแล้ว นักเรียนของเรามีความสุขกับทางที่เลือกหรือเปล่า  

นำทางส่องอาชีพในฝัน
          นอกจากจะช่วยวางแผนการเรียนแล้ว ในคาบแนะแนวครูมักจะชวนเรามาตามติดชีวิตการทำงานของอาชีพต่างๆ ค่ะ เจาะลึกเบื้องหลังแล้วนำมาเปรียบเทียบกันเลย “สิ่งที่คิด VS สิ่งที่ได้” บางคนปิดสวิตซ์ใส่อาชีพในฝันไปเลยค่ะ ฮ่าๆๆ มันพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ แต่บางคนยิ่งรู้จักยิ่งรักเธอก็มี แนะแนวทำให้เราได้เห็นความสำคัญ และความพิเศษของอาชีพต่างๆ ที่มีคุณค่าไม่แพ้กัน หรือบางทีถ้าเรายังนึกภาพไม่ออก แบบสอบถามความสนใจในอาชีพก็อาจจะช่วยให้คำตอบเราได้ค่ะ
          

ที่ปรึกษา Everything          
          ครูแนะแนวหลายๆ ท่านจบสาขาจิตวิทยาการปรึกษาและแนะแนวโดยตรงนะคะ รู้วิธีปฏิบัติตนและดูแลเด็กวัยเรียนเป็นอย่างดี ไม่ว่าน้องๆ จะมีคำถามหรือมีปัญหา 108 อะไร “ทะเลาะกับเพื่อน อยากสวยก่อนเข้ามหา’ลัย ไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม เลือกคณะไม่ถูกเพราะอยากเรียนเยอะเกิน สอบตกตลอด กลัวตัวเองซึมเศร้า ฯลฯ” เชื่อเถอะว่าครูแนะแนวมีทางออก และพร้อมมอบคำตอบที่ดีให้เสมอ ขอแค่เด็กๆ กล้าพูด กล้าเดินเข้ามาปรึกษาเถอะ ไม่ต้องกลัวว่าความลับจะหลุดลอด มีแค่เราและครูแนะแนวเท่านั้นที่รู้ค่ะ   


เรื่องของนักเรียน...คือเรื่องของครู
          ไม่ใช่ว่าจะเป็นเพื่อนคู่คิดให้เด็กๆ ที่เดินเข้ามาปรึกษาปัญหาอย่างเดียว กระบวนการในการดูแลนักเรียนแต่ละคนทีมแนะแนวก็เตรียมพร้อมเสมอนะคะ อย่างน้อยๆ ฐานข้อมูลประวัตินักเรียน สภาพความเป็นอยู่ทางบ้าน ข้อมูลบุคคลที่เกี่ยวข้อง พฤติกรรมและอารมณ์ของนักเรียน รวมถึงความสนใจด้านต่างๆ ก็ต้องมีระบุไว้ชัดเจน เพื่อนำไปใช้ยามเกิดเหตุฉุกเฉินต่างๆ ในวันข้างหน้า ดังนั้น เราอย่าปกปิดข้อมูลส่วนตัวอะไรค่ะ ทั้งหมดนี้เป็นประโยชน์ต่อตัวเราเองทั้งนั้น



          ครูแนะแนวบางโรงเรียนก็คอยประสานงานระหว่างโรงเรียน โรงพยาบาล และศูนย์อนามัยชุมชนด้วยนะคะ หากน้องๆ มีปัญหาทางการเรียน การเข้าสังคม หรือได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจอะไร ทางครูแนะแนวก็สามารถดำเนินเรื่องไปทางหน่วยงานนั้นๆ เพื่อรับนักเรียนไปดูแลต่อด้วยวิธีการที่มีประสิทธิภาพขึ้นด้วยค่ะ

แจ้งเกิดตามไอดอลรุ่นพี่!
          คิดดูว่าเด็กแต่ละรุ่นที่จบไปมีเท่าไหร่ รุ่นพี่ที่โรงเรียนเราหลายๆ คน ก็ไปได้ดีในการเรียนและการทำงานของตนทั้งนั้น บางคนจบแล้วก็ไม่ได้หนีหายไปจากโรงเรียนนะคะ ยังแวะเวียนมาหาน้องๆ มาคุยกับคุณครูอยู่เสมอๆ วิชาแนะแนวก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เปิดโอกาสให้พี่ๆ ได้มาแบ่งปันประสบการณ์การเรียนและการทำงานของตนให้น้องๆ ฟังค่ะ หลายคนพอฟังเรื่องสนุกๆ จากรุ่นพี่แล้วก็จุดประกาย อยากเรียนแบบนี้บ้าง อยากทำงานแบบพี่เขาจังเลย ไม่ต้องนั่งมโนเองแล้วว่าคณะนี้เรียนยากจริงไหม? จบไปหางานยากยิ่งกว่าจริงเหรอ? ผลตอบแทนไม่คุ้มค่าเหนื่อยรึเปล่า? พี่จะเล่าให้น้องๆ เห็นภาพเอง  

PR แจ้งข่าวสำคัญให้นักเรียน



          ถ้าโดดคาบแนะแนวไปครั้งหนึ่งแล้วไม่ถามเพื่อนว่าวันนั้นเรียนอะไร น้องๆ อาจจะพลาดข่าวเด็ดไปเลยก็ได้ ส่วนใหญ่ครูมักจะมีข่าวทุนการศึกษา ค่าย เปิดบ้าน ทัศนศึกษา หรือการแข่งขันต่างๆ มาฝาก ถ้าเป็นเด็ก ม.6 ก็คงไม่พลาดข่าวการสมัครสอบกลาง ข่าว TCAS รอบต่างๆ แม้กระทั่งย้ำให้ไปสอบนะลูก อย่าขาดสอบ! เราจะได้ไม่พลาดช่วงเวลาสำคัญของชีวิตค่ะ อีกอย่างบอร์ดห้องแนะแนวหลายๆ โรงเรียน เป็นอะไรที่สุดยอดมาก! ถ้าเป็นไปได้พยายามอ่านทุกแผ่น โรงเรียนพี่เมก้าครูชอบเอาระเบียบการโควตา - รับตรงต่างๆ มาปักหมุดหนาเป็นปึกๆ เลยค่ะ ถ้าเจอคณะที่เราเล็งไว้ ก็กระโดดเข้าใส่เลย!   

นักเรียนลงสนาม...ครูลงด้วย!
          ไม่ใช่แค่คุณครูพารุ่นพี่มาพูดคุยกันในคาบแนะแนว หรือเชิญเกสต์พิเศษอย่างกิจกรรม Dek-D’s TCAS School Tour มาบรรยายแนะแนวการศึกษาต่อเท่านั้นนะคะ เวลามี Open House มีการแข่งขัน หรือไปทัศนศึกษาดูงานนอกโรงเรียนต่างๆ ส่วนใหญ่ครูแนะแนวก็จะคอยเป็นไกด์นำทางให้กับเด็กๆ ตลอด ทำให้เรากลายเป็นเด็กมีผลงาน ได้เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ และรู้ว่าตัวเองมีความชอบ ความสนใจในด้านไหน เรียกว่าทุกครั้งที่ออกไปดูงานข้างนอก โลกทัศน์ก็กว้างขึ้นด้วยค่ะ ดังนั้น ครูชวนไปไหน ห้ามปฏิเสธ แล้วก็เกาะกลุ่มกันไว้ให้อุ่นใจเล้ย!

          ไม่รู้ว่าสิทธิพิเศษเหล่านี้น้องๆ ใช้กันคุ้มรึยัง บางคนแอบกระซิบว่าแค่เข้าไปนอนกับแอบลอกการบ้านเพื่อนก็คุ้มเกินคุ้มแล้วค่า หืม? เอาเป็นว่าขอให้น้องๆ เปิดใจกว้างๆ ให้กับวิชาแนะแนว แล้วก็นำสิ่งต่างๆ ที่เรียนมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์กับตัวเองได้มากที่สุดละกันนะคะ :)



รายชื่อระบบอวัยวะหลักๆ ในร่างกายมนุษย์
ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยระบบหลักๆ 11 ระบบ
ระบบทางเดินอาหาร - การดูดซึมสารอาหาร และขับถ่ายกากอาหารออก
ระบบโครงกระดูก - เป็นโครงร่างของร่างกายและการเคลื่อนไหว ผลิตเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์
ระบบกล้ามเนื้อ - เป็นโครงร่างของร่างกายและการเคลื่อนไหว สร้างความร้อน
ระบบประสาท - เป็นศูนย์รวมและประสาทการทำงานโดยสัญญาณทางไฟฟ้าเคมี
ระบบต่อมไร้ท่อ - เป็นศูนย์รวมและประสาทการทำงานโดยฮอร์โมน
ระบบไหลเวียนโลหิต - ขนส่งสารภายในร่างกาย
ระบบหายใจ - กำจัดคาร์บอนไดออกไซด์และดูดซึมแก๊สออกซิเจน
ระบบสืบพันธุ์ - ผลิตลูกหลานเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์
ระบบปกคลุมร่างกาย - ปกคลุมร่างกายภายนอก 
ระบบน้ำเหลือง - ควบคุมของเหลวในร่างกาย และทำหน้าที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน
ระบบขับถ่ายปัสสาวะ - ขับถ่ายของเสีย และควบคุมสมดุลเกลือแร่ 

พลศึกษา (อังกฤษphysical education) เป็นวิชาในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาซึ่งมุ่งหมายให้เกิดการเรียนรู้เชิงทักษพิสัย(psychomotor learning)[1]
ในสมัยหลังนี้ มีแนวโน้มว่า พลศึกษาพัฒนาเป็นกิจกรรมหลายรูปแบบมากขึ้น การสอนให้นักเรียนทำกิจกรรมทางพลศึกษาตั้งแต่อายุยังน้อยช่วยให้นักเรียนมีอุปนิสัยที่ดีต่อการทำกิจกรรมซึ่งจะมีผลสืบเนื่องต่อไปในวัยผู้ใหญ่ด้วย เช่น ครูบางคนสอนเทคนิคที่ช่วยลดความกดดัน เป็นต้นว่า โยคะ และการฝึกหายใจ ที่เป็นประโยชน์ไม่เพียงต่อกิจกรรมพลศึกษา การสอนให้นักเรียนเล่นกีฬาซึ่งมิใช่ของท้องถิ่นนั้นยังช่วยให้นักเรียนมีแรงจูงใจเข้าร่วมกิจกรรมอื่น ๆ มากขึ้น ทั้งยังช่วยนักเรียนเรียนรู้วัฒนธรรมต่าง ๆ ด้วย เช่น เมื่อสอนบทเรียนเกี่ยวกับกีฬาลาครอส(lacrosse) นักเรียนจะได้เรียนรู้วัฒนธรรมพื้นเมืองอเมริกันทางแคนาตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันออกซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดลาครอสด้วย
เรียนรู้อะไรในสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
         กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมว่าด้วยการอยู่ร่วมกันในสังคม ที่มีความเชื่อมสัมพันธ์กัน และมีความแตกต่างกันอย่างหลากหลาย เพื่อช่วยให้สามารถปรับตนเองกับบริบทสภาพแวดล้อม เป็นพลเมืองดี มีความรับผิดชอบ มีความรู้ ทักษะ คุณธรรม และค่านิยมที่เหมาะสม โดยได้กำหนดสาระต่างๆไว้ ดังนี้
          • ศาสนา ศีลธรรมและจริยธรรม แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม หลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ การนำหลักธรรมคำสอนไปปฏิบัติในการพัฒนาตนเอง และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข เป็นผู้กระทำความดี มีค่านิยมที่ดีงาม พัฒนาตนเองอยู่เสมอ รวมทั้งบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมและส่วนรวม
          • หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิต ระบบการเมืองการปกครองในสังคมปัจจุบันการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ลักษณะและความสำคัญ การเป็นพลเมืองดี ความแตกต่างและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ค่านิยม ความเชื่อ ปลูกฝังค่านิยมด้านประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สิทธิ หน้าที่ เสรีภาพการดำเนินชีวิตอย่างสันติสุขในสังคมไทยและสังคมโลก


การเงิน  การคลังและนโยบายแก้ไขและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
 เรื่องที่  1  การเงินและสถาบันทางการเงิน
 1.1  การเงิน
 1.1.1  ความหมายของเงิน
            เงิน  คือ  สิ่งที่ทุกคนในสังคมยอมรับกันในขณะนั้นให้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน  และใช้วัดมูลค่าของสินค้าและบริการทุกชนิด 
  1.1.2  วิวัฒนาการการแลกเปลี่ยน
          มนุษย์รู้จักการแลกเปลี่ยนซื้อขายสิ่งของมาตั้งแต่สมัยโบราณ  ในระยะแรกๆการแลกเปลี่ยนไม่สลับซับซ้อนมากนัก  คือการแลกเปลี่ยนสิ่งของกับสิ่งของกันก่อน  ต่อมาจึงมีการแลกเปลี่ยนโดยใช้วัตถุเป็นสื่อกลาง  จนกระทั่งรู้จักใช้เงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเช่นปัจจุบัน  วิวัฒนาการเงินตราซึ่งอาจแยกออกเป็น  ระบบเศรษฐกิจที่ไม่ใช้เงินตรา  กับระบบเศรษฐกิจที่ใช้เงินตรา


https://youtu.be/5l3olz4cFX4


เนื้อหา